กรดไขมันที่จำเป็น VS กรดไขมันที่ไม่จำเป็น

กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential fatty acid เป็นกรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ปัจจุบันมี 2 ชนิดคือ

  1. กรดแอลฟา-ลิโนเลนิก (α-linolenic acid หรือ Alpha-linolenic acid หรือชื่อย่อคือ ALA หรือ omega 3) ขอเรียกชื่อย่อว่า ALA เพื่อความกระชับ
  2. กรดไลโนเลอิก (Linoleic Acid หรือ omega 6) ระวังอ่านแล้วสับสนนะครับ อันหนึ่งลงท้ายด้วย -nic อีกอันลงท้ายด้วย -ic

โดยร่างกายจะใช้ตัว กรดแอลฟา-ลิโนเลนิก (α-linolenic acid) และ กรดไลโนเลอิก (Linoleic Acid) ในการสังเคราะห์สารต่างๆในกระบวนการเคมีเพื่อสร้างสารต่อต้านการอักเสบต่างๆในร่างกาย

แต่ปัญหาคือ ถ้าสารตั้งต้นมีไม่เพียง สารที่จำเป็นในร่างกายที่จะถูกสังเคราะห์ภายหลังก็ย่อมไม่เพียงพอเช่นเดียวกัน โดยเราจะแยกออกเป็น 2 กรณีคือของ α-linolenic acid และ Linoleic Acid

จาก α-linolenic acid (ALA) สู่การแปลงเป็นกรดไขมันตัวอื่นๆ

โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคนทั่วไป นั่นคือการได้รับ โอเมก้า-3 ที่ไม่เพียงพอ เพราะเราได้รับ กรดแอลฟา-ลิโนเลนิก (α-linolenic acid) หรือ ALA ไม่เพียงพอตั้งแต่ต้น

เราจึงอาจจะมีกรดไขมันอีกกลุ่มที่เรียกได้ว่า กรดไขมันที่ร่างกายสร้างเองได้แต่ไม่เพียงพอ (Conditionally essential fatty acid) ซึ่งได้แก่ DHA และ EPA (เริ่มชื่อคุ้นๆไหมครับ)

อธิบายความเพิ่ม เมื่อร่างกายได้รับ ALA ผ่านการรับประทานพืชตระกูลถั่ว หรืออะโวคาโด เราจะได้รับ ALA มาปริมาณหนึ่ง สมมติว่า 100 หน่วย แต่ร่างกายจะสามารถเปลียน ALA ให้กลายเป็น EPA ได้น้อยกว่า 10% นั่นคือน้อยกว่า 10 หน่วย

การแปลง ALA เป็น EPA และ DHA ทำได้จำกัดในร่างกายมนุษย์

ยิ่งไปกว่านั้นกว่าจะถึงการแปลงเป็น DHA นั้นเหลือเพียงไม่ถึง 5% ทำให้ EPA และ DHA นั้นเป็น กรดไขมันที่ร่างกายสร้างเองได้แต่ไม่เพียงพอ (Conditionally essential fatty acid)

มนุษย์เราจึงควรได้รับ EPA และ DHA เพิ่มขึ้นโดยตรงอีกทาง ผ่านการรับประทานนั่นเอง โดยแหล่งของ EPA และ DHA นั้นก็คือ ปลาทะเล เช่น แซลมอน ซาร์ดีน ทูน่า แมคเคอเรล นั่นเอง

นอกจากนี้ก็จะมีการรับประทาน fish oil ชนิดเม็ดแยกต่างหาก ผู้ใหญ่เพศชายควรได้รับไม่น้อยกว่า 1.6 กรัม/วัน และ ผู้ใหญ่เพศหญิงควรได้รับไม่น้อยกว่า 1.1 กรัม/วัน

ร่างกายต้องการ ALA ผ่านอาหาร หลังจากนั้น ร่างกายจะสามารถเปลี่ยน ALA ให้กลายเป็น EPA และ DHA ได้ตามลำดับ ดังนั้น ALA จึงเป็นกรดไขมันที่ขาดไม่ได้และจำเป็น

จาก Linoleic Acid สู่การแปลงเป็นกรดไขมันตัวอื่นๆ

Linoleic Acid (Omega-6) เมื่อได้รับอย่างพอดี จะเป็นคุณต่อร่างกาย แต่เมื่อมีมากเกินไปนั้น กรดไลโนเลอิก (Linoleic Acid หรือ omega 6) จะถูกปรับเป็น กรดอะราชิโดนิค (Arachidonic acid) ที่เป็นต้นเหตุของกระบวนการอักเสบของร่างกาย

นอกจากนี้เรายังได้รับ กรดอะราชิโดนิค (Arachidonic acid) ผ่านทางอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ต่างๆที่เราบริโภคเป็นประจำ สรุปเลยว่า ยุคปัจจุบันถึงแม้ Omega-6 ร่างกายจะสร้างไม่ได้ แต่เราน่าจะได้รับอย่างพอเพียงผ่านอาหารปัจจุบันของเราครับ

กลุ่มสุดท้ายคือ กรดไขมันที่ร่างกายสร้างเองได้ (Nonessential fatty acid)

ก็คือกรดไขมันที่ไม่ได้กล่าวถึงนั่นเอง มีมากมายในอาหารที่เรากินทุกวัน โดยเฉพาะบรรดาไขมันจากพืชและจากสัตว์ทั้งหลายครับ

สรุป

กรดไขมันจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ในหลักการกินอาหารคือ

  1. กลุ่มจำเป็นขาดไม่ได้ นั่นคือ ALA
  2. กลุ่มที่ร่างกายสร้างได้ แต่สร้างได้ไม่พอนั่นคือ DHA และ EPA (ซึ่งจริงก็คือสร้างมาจากการแปลง ALA โดยการกิน)
  3. กลุ่มที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องกินเข้าไป (แต่คนไทยเราจะได้พอสมควรผ่านอาหารที่เรากินทางน้ำมันพืช) นั่นคือ Linoleic acid (omega 6)
  4. กลุ่มสุดท้ายคือ ร่างกายสร้างได้เอง

Leave a Reply

Your email address will not be published.