ซาร์ดิเนีย ทำไมคนที่นี่อายุยืน

ความเดิมจากตอนที่แล้วว่าด้วยเรื่อง Blue Zones ดินแดนที่คนอาศัยอยู่อายุยืนเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งมีอยู่หลายแห่งทั่วโลก ซึ่งได้พาไปสู่สถานที่แรกคือหมู่เกาะโอกินาวาที่มีอัตราส่วนของคนที่อายุเกิน 100 ปี มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยวัฒนธรรมการกินที่ออกไปในแนวทางเกือบจะเป็นมังสวิริตและการกินแค่พอดีอิ่มเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจนปัจจุบันวันนี้ผมขอมาเที่ยวยังสถานที่ต่อไป

นั่นคือ เกาะแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป เกาะแห่งนี้คือ เกาะซาร์ดิเนีย (Sardinia) มาทำความรู้จักเกาะแห่งนี้กันครับ


เกาะซาร์ดิเนีย (Sardinia) อยู่ที่ใด

เกาะซาร์ดิเนีย (Sardinia) ที่ตั้งอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เนียน ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิตาลี ซาร์ดิเนียเป็นเกาะที่มีความใหญ่เป็นลำดับที่สอง ซาร์ดิเนียขึ้นชื่อเรื่องของการเป็นสถานที่พักตากอากาศชื่อของทวีปยุโรป

เกาะซาร์ดิเนีย มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาและที่ราบสูงต่างจากแผ่นดินใหญ่อิตาลี ซึ่งจากชัยภูมิอันยากแก่การเข้าถึงในอดีตรวมถึงสภาพอากาศที่แตกต่างจนเรียกว่าเป็น micro-continent รวมทั้งมีอารยธรรมของตนเองแต่โบราณที่ชื่อว่า Nuragic civilization ทำให้เกาะซาร์ดิเนียเป็นอะไรที่แตกต่างจากอิตาลีในส่วนอื่นๆเป็นอย่างมาก

ณ หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า Talana

จากเกาะซาร์ดิเนีย เดินทางไปยังจังหวัด Ogliastra ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Talana หมู่บ้านแห่งนี้ มีจำนวนประชากรไม่ได้มาก แต่ถ้าใครมีอายุเกิน 100 ปี สำหรับที่นี่คือไม่ใช่เรื่องแปลก และที่แปลกมากขึ้นไปอีกคือ ในพื้นที่อื่นๆ ที่คนอายุยืน อัตราส่วนของผู้หญิงต่อผู้ชายที่อายุมากกว่า 100 ปี คือ 5:1 แต่ที่ซาร์ดิเนีย จะอยู่เพียงแค่ 2:1 แปลว่า ผู้ชายที่ซาร์ดิเนียอายุยืนกว่าค่าเฉลี่ยมากถึงมากที่สุด

ถ้าเราไปถามคนท้องถิ่นเขาจะบอกเหตุผลของอายุที่ยืนว่ามาจากอากาศที่สะอาดจากบนภูเขาและอาหารที่ส่วนใหญ่มากจาพื้นดินเช่นผัก คำตอบดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริงๆมีอะไรซ่อนอยู่ในนั้นอีกมากมายครับ

คนที่ซาร์ดิเนียโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อยู่ในวัยกลางคนขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุ จะมีไลฟ์สไตล์ประเภที่เรียกว่า “shepherd’s lifestyle” หรืออารมณ์ประมาณเป็นคนที่ต้องคอยเลี้ยงดูปศุสัตว์แบบในอดีต ซึ่งจะมีกิจกรรมที่อยู่ในระดับที่ออกกำลังกายชนิดออกแรงน้อยจนถึงปานกลาง (low to moderate exercise) ซึ่งหัวใจจะเต้นในระดับโซน 2 หรืออารมณ์ประมาณเดินเร็ว ซึ่งเป็นระดับการออกแรงที่ไม่ได้ใช้ร่างกายอย่างหักโหมแต่เผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดีรวมทั้งรักษาระดับการใช้พลังงานต่อวันอย่างต่อเนื่อง

การออกกำลังกายโซน 2 คือ การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นที่ 60-70% ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุดของเรา คิดมาจาก เอา 220 – อายุของเรา เช่น ถ้าเราอายุ 30 ปี จะได้อัตราการเต้นสูงสุดคือ 190 ถ้าคิดเป็น 70% ก็คือ 133 ครั้งต่อนาทีนั่นเองครับ แปลว่า ยิ่งอายุเยอะ ตัวเลขนี้ก็จะค่อยๆลดลงมาเรื่อย)

ประเด็นต่อมาคือ สังคมของคนซาร์ดิเนีย ผู้สูงอายุจะไม่ได้ไปอยู่ในบ้านพักคนชราหรือสถานที่ๆรัฐจัดให้ แต่จะอยู่ในอาศัยในบ้านหลังเดิมคอยดูแลความเป็นไปของสมาชิกรุ่นหลัง ให้ความรู้แก่หลานหรือเหลน ทำให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ยังคงมีพันธะผูกพันกับครอบครัวอย่างเหนียวแน่น สุขภาพจิตจึงดีมากๆ

อาหารเมดิเตอร์เนียน (Mediterranean diet)

อย่างต่อมาคือประเด็นที่สำคัญคือ สิ่งที่คนซาร์ดิเนียกินเป็นประจำนั้น คือ อาหารเมดิเตอร์เนียน (Mediterranean diet) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เราควบคุมได้ นอกเหนือไปจากสภาพสังคมที่ไม่วุ่นวาย สังคมที่อยู่กันแบบอาศัยเกื้อกูลกัน สังคมที่อยู่กันแบบหมู่บ้านใหญ่ มีเพื่อนบ้านคอยเรียกหาอยู่ตลอดเวลา

อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นหนึ่งในรูปแบบที่ย้อนกลับไปสู่ธรรมชาติ คนซาร์ดิเนียมักจะทานผักเป็นอาหารจานหลัก และถ้าจะกินแป้งก็มักจะได้แป้งที่มาจากขนมปังซาวโดวจ์ (Sourdough)

ขนมปังซาวโดวจ์ (Sourdough) คือ ขนมปังที่ถูกทำให้ขึ้นฟูด้วยการหมักแป้งกับยีสต์ในธรรมชาติที่เราเพาะขึ้นเอง โดยอาจจะเพาะยีสต์จากผลไม้ เป็นต้น ไม่ใช่ยีสต์จากโรงงานอุตสาหกรรมแบบในปัจจุบัน ซึ่งในยีสต์ธรรมชาตินั้นมีแบคทีเรียและเอนไซม์ที่ไปช่วยย่อยสารอาหารต่างๆที่แตกต่างออกไป

โดยคนซาร์ดิเนียถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ทานเนื้อสัตว์น้อยมาก มีเพียงบางส่วนที่อาศัยริมทะเลที่ทานปลาเป็นแหล่งโปรตีนเสริม จุดเด่นอีกอย่างของอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน คือ น้ำมันมะกอก (Olive oil) ซึ่งเป็นน้ำมันสำคัญที่ใส่ในอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fat) กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fat) ที่จะช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ในร่างกายลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคจากระดับไขมันในเลือดสูงอย่างโรคหัวใจอันเป็นผลต่อเนื่องตามมามา

โดยคนซาร์ดิเนียถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ทานเนื้อสัตว์น้อยมาก มีเพียงบางส่วนที่อาศัยริมทะเลที่ทานปลาเป็นแหล่งโปรตีน

กินถั่วคือเคล็ดลับ

นอกจากนี้คนซาร์ดิเนียยังทานพืชตระกูลถั่วเสริมเข้าไปเป็นอีกแหล่งพลังงานเช่นกัน โดยเฉพาะ อัลมอนด์ (Almond) และ วอลนัท (Walnut) ซึ่งถั่วสองชนิดชนิดนี้ขึ้นชื่อว่ามี กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดพันธะเดี่ยว (monounsaturated fatty acid) ในสัดส่วนที่สูงกว่าถั่วชนิดอื่นๆ และที่สำคัญคือ พวกเขากินชีส (Cheese) ที่ทำมาจากผลิตภัณฑ์นมสัตว์โดยตรงเช่น แพะ หรือ แกะ เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ (ต้องแยกระหว่าง ชีส กับ เนย ออกจากกันก่อนนะครับ เนย คือ ไขมันที่ได้จากกระบวนการแยกไขมันออกจากนมสด แต่ชีสคือนมสดแท้ๆ ที่อุดมด้วยโปรตีนที่ถูกนำมาผ่านกระบวนการให้จับตัวเป็นก้อนหรือเป็นแผ่น)

ถึงตรงนี้จะเห็นว่า อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันทั้งนั้น แต่ส่วนใหญ่เป็นไขมันชนิดดี ไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง และเป็นไขมันที่มาจากธรรมชาติไม่ผ่านการสังเคราะห์เกือบทั้งหมด ดังนั้นการจะกล่าวโทษไขมันว่าเป็นตัวร้ายอาจจะต้องมองใหม่ถ้าเรามาดูผลลัพธ์ของสังคมซาร์ดิเนียครับ

ดื่มไวน์แดงทุกวันก็มีส่วนช่วย

คนซาร์ดิเนีย ยังดื่มไวน์แดง (red wine) เป็นประจำ โดยเฉลี่ยดื่มที่ 0.5 ลิตรต่อสัปดาห์ คิดเป็นประมาณ 1 แก้ว/วัน

ถามว่าไวน์แดงช่วยเรื่องอายุยืนได้อย่างไร ในไวน์แดงจะมีสารกลุ่ม polyphenol ที่ชื่อว่า resveratrol ซึ่งเป็นสารที่ถูกสังเคราะห์โดยพืชที่อยู่ในภาวะขาดสารอาหารและมีการติดเชื้อรา (หรือกระบวนการบ่มไวน์นั่นเองครับ) โดยเจ้าสาร resveratrol ถือว่าเป็นสารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระสามารถพบได้ในเปลือกขององุ่นแดงและขาว แต่จะพบมากในองุ่นแดง ซึ่งไวน์แดงเป็นอาหารที่คนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนทานอยู่เป็นประจำพร้อมกับมื้ออาหารซึ่งที่ซาร์ดิเนียก็เช่นกัน แน่นอนว่าปริมาณที่กินมีส่วนสำคัญอย่างมากครับ กินมากกว่านี้จะถือว่าเป็นโทษ

บทสรุป

จะเห็นว่าด้วยหลายๆปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันเป็นเวลานาน ไม่ได้จากเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ที่ทำให้สังคมของขาวซาร์ดิเนียถือว่าเป็นอีกพื้นที่มีคนอาศัยอยู่อายุยืนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งปัจจัยทางสังคมบางอย่างเราในเมืองอาจจะนำมาปรับใช้ได้ยาก แต่เรื่องของอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนสามารถนำมาใช้กับเราได้ในบางส่วนของชีวิตแน่นอนครับ

ชื่อจังหวัด Ogliastra ที่กล่าวถึงนั้นตั้งตามชื่อของต้นมะกอกที่ชื่อว่า olivastri โดยต้นมะกอกต้นนี้ไม่อายุอานามมา 3 พันปีแล้วครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published.